ป้ายเล็กนิดเดียว แต่ต้องบอกให้ครบ

คนที่เจอน้องจะดูป้ายชื่อหมาแมวแค่แป๊บเดียว บางทีน้องก็ไม่ยอมอยู่นิ่งให้อ่านนานๆ ข้อมูลบนป้ายเลยต้องสั้น ชัด และทำให้เขาโทรหาเราได้ทันที ป้ายที่เขียนเยอะเกินไปอ่านยาก ส่วนป้ายที่เขียนน้อยเกินไปก็ติดต่อไม่ได้ มาดูกันว่าควรใส่อะไร และอะไรไม่ต้องใส่

ควรมีอะไรบ้าง

1. เบอร์ที่โทรติดจริง

อันนี้สำคัญที่สุด ใส่เบอร์ที่เรารับสายบ่อย ถ้ามีเบอร์สำรองของคนในบ้านใส่เพิ่มได้อีก 1 เบอร์ เผื่อวันที่เราไม่สะดวกรับ ถ้าป้ายเล็ก ใส่แค่เบอร์เดียวให้ตัวใหญ่อ่านง่ายดีกว่า

2. ชื่อน้อง

คนเจอจะได้เรียกชื่อน้องได้ น้องได้ยินชื่อตัวเองก็ใจเย็นลง ยอมให้เข้าใกล้ง่ายขึ้น

3. ข้อความถึงคนที่เจอ

เช่น "หนูหลงทาง ช่วยโทรหาเจ้าของหน่อย" คนเห็นจะรู้เลยว่าน้องมีบ้าน ไม่ใช่หมาแมวจร และรู้ว่าต้องทำอะไรต่อ

พรีออเดอร์ Pettagu Tag รุ่นใหม่ ดูตำแหน่งน้องได้ในแอป

4. เรื่องสุขภาพที่ต้องรู้

ถ้าน้องต้องกินยาทุกวัน หรือมีโรคที่ต้องระวัง เขียนสั้นๆ ไว้ เช่น "ต้องกินยาทุกวัน" คนเจอจะรีบติดต่อกลับ ไม่รอเป็นวัน

5. ป้ายแบบ QR หรือ NFC ใส่ได้มากกว่า

ป้ายแบบดิจิทัลอย่าง Pettagu Tag ไม่ต้องสลักทุกอย่างลงบนป้าย เราเลือกเองในแอปว่าจะให้คนเจอเห็นอะไร เช่น ชื่อน้อง เบอร์ และข้อความถึงคนเจอ แล้วแก้ได้ตลอด

อะไรที่ไม่ต้องใส่

  • ที่อยู่บ้านเต็มๆ ใส่แค่เขตหรืออำเภอก็พอ คนเจอจะรู้ว่าน้องมาจากแถวไหน
  • ข้อมูลส่วนตัวที่ไม่จำเป็น อย่างเลขบัตรประชาชน หรือนามสกุลเต็ม
  • เบอร์เก่าที่เลิกใช้แล้ว เปลี่ยนเบอร์เมื่อไรอย่าลืมเช็กป้าย ถ้าใช้ Pettagu Tag แก้เบอร์ในแอปได้เลย ไม่ต้องทำป้ายใหม่
  • คำว่า "ให้รางวัล" พร้อมจำนวนเงิน อาจทำให้มีคนแอบอ้าง ถ้าจะให้ค่อยคุยกันตอนติดต่อกลับ

แหล่งอ้างอิง

  • ASPCA: Pet Identification
  • Lord L.K. et al. (2007) Search and identification methods that owners use to find a lost dog. JAVMA 230(2):211-216

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปนะ ถ้าไม่แน่ใจเรื่องไหน ถามสัตวแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ได้เสมอ